www.kraisak.net

 
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
บทความที่น่าสนใจ

รายงาน คตน. บทที่ 4

อีเมล พิมพ์ PDF
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
Article Index
รายงาน คตน. บทที่ 4
หน้า #
ทุกหน้า
บทที่ ๔ วิเคราะห์ความรับผิดชอบเชิงนโยบาย
๔.๑ วิเคราะห์กระบวนการกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดและผลกระทบที่เกิดขึ้น
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๖ รับทราบและเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีการมอบนโยบายต่อหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในส่วนกลาง ระดับภาคและจังหวัดเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๖ ที่มีสาระสำคัญ คือ
๑. กำหนดระยะเวลาของการปฏิบัติอยู่ที่ ๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ - ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖
๒. ให้มีระบบบูรณาการการดำเนินงาน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นรองให้ทั้ง ๒ คน ทำงานคู่กันในระดับจังหวัด ในระดับอำเภอ มีนายอำเภอและผู้กำกับการ หัวหน้าสถานีตำรวจฯ รองรับกับระดับจังหวัดในลักษณะ Area-approach
๓. ให้ดำเนินการ X-ray ผู้ค้า ผู้เสพทุกตารางนิ้ว
๔. ใช้มาตรการปราบปราม ป้องกัน บำบัดรักษาควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายและเกณฑ์ชี้วัด
๕. มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ กำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง และมีการกำหนดรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นระบบ
ต่อมาในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๖ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ประกาศความมุ่งมั่น และนโยบายดังกล่าวอีกครั้งในพิธีประกาศสงคราม ขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด และได้มีการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว ตั้งแต่วันที่๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
คตน. ได้พิจารณาการกำ หนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กำหนดไว้เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๖ ดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเป็นการกำหนดนโยบายที่เป็นการเร่งรัด การดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติ มิได้มีการวิเคราะห์ความพร้อมของหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดระยะเวลา และมาตรการในการดำเนินการซึ่งผลจากการเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว คือให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เป็นต้นไป ยังผลให้
๑. หน่วยงานต่างๆ ต้องเร่งปรับกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานให้รองรับกับนโยบายดังกล่าว ที่มีระยะเวลาให้ดำเนินการเพียง ๒ สัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่ผู้ปฏิบัติได้อย่างทั่วถึงและถ่องแท้
๒. จากระยะเวลาที่กระชั้นชิดดังกล่าว ส่งผลต่อการจัดทำฐานข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติด
๔.๒ วิเคราะห์กระบวนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และผลกระทบที่เกิดขึ้น
หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการมอบหมายนโยบายต่อหัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๖ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดองค์กรเพื่อรองรับการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวที่สำคัญ คือ การจัดตั้งศูนย์อำนวยการทั้งในระดับส่วนกลาง ระดับภาค ระดับจังหวัด และอำเภอใช้ชื่อว่า ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด (ศตส.....) เป็นองค์กรอำนวยการในแต่ละระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนกลางได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศตส.)และศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดกระทรวงมหาดไทย (ศตส.มท.) รวม ๒ กลไกมีหน้าที่อำนวยการสั่งการไปยังจังหวัด/อำเภอ รวมทั้งติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ
คตน. ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงเบื้องต้นเห็นว่า
๔.๒.๑ ในส่วนของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติองค์กรอำนวยการในส่วนกลางยังขาดการกำหนดกลยุทธ์ และมาตรการแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนที่หน่วยปฏิบัติจะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ใช้คำสั่งและข้อสั่งการ เพื่อสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเท่านั้น ซึ่งคำสั่งและ ข้อสั่งการนั้นก็ขาด ความชัดเจนในการดำเนินการตามนโยบายประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด โดยเฉพาะคำสั่งและข้อสั่งการ ของหน่วยงานอำนวยการ (ศตส.มท.) ไปสู่หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ อาทิเช่น
๑. ข้อสั่งการในเรื่องจังหวัดจัดส่งข้อมูลเป้าหมายที่ X - ray เป็นข้อสั่งการของ ศตส.มท.ให้จังหวัดจัดส่งข้อมูลเป้าหมาย ผู้เสพ ผู้ค้ามายัง ศตส.มท. ภายใน ๒ สัปดาห์หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ประชุมสั่งการ โดยมิได้ระบุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่า ต้องการนำข้อมูลไปเพื่ออะไร และข้อมูลที่ส่งไปมีขอบเขตคำนิยามเพียงใด
๒. ข้อสั่งการในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดเป้าหมาย ศตส.มท.ได้กำหนดเป้าหมายให้จังหวัดดำเนินการต่อผู้ค้า ผู้เสพที่จังหวัดให้หมดสิ้นภายในระยะของแผนรวมทั้งการดำเนินการต่อหมู่บ้าน/ชุมชน และวัดผลความพึงพอใจของข้อสังเกตดังนี้
๒.๑ วัดเป้าหมายที่กำหนดเน้นแต่ตัวเลขเชิงปริมาณ ไม่ได้กำหนดในเชิงคุณภาพ ได้แก่ กำหนดเป้าหมายผู้ค้า ผู้เสพ เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวนหมู่บ้าน/ชุมชนที่จะต้องดำเนินการเป็นตัวเลขเป็นหลัก และไม่ได้กำหนดดัชนีเชิงคุณภาพควบคู่ ทั้งนี้การกำหนดเกณฑ์ชี้วัดปริมาณ ทำให้ง่ายในการวัดผล แต่เป็นการยากที่จะวิเคราะห์เชิงคุณภาพของเนื้องานว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด
๒.๒ มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ชี้วัดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดในส่วนผู้ค้าที่รายงานตัวเกิดความสับสนในระยะหนึ่งที่ในครั้งแรกสามารถบรรลุผลได้เมื่อผ่านการอบรมโครงการทำความดีเพื่อแผ่นดินและมีมาตรการกำกับ ควบคุม แต่ต่อมาได้กำหนดใหม่ ให้สามารถปรับลดยอดได้เฉพาะการจับกุม วิสามัญและเสียชีวิตเท่านั้น ข้อสั่งการดังกล่าว ทำให้การกำหนดเกณฑ์ชี้วัดเป้าหมายกำหนดไว้ตายตัวแบบไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากต้องดำเนินการเฉพาะแนวทางที่กำหนดให้เท่านั้นนอกจากนี้ยังไม่มีการตรวจสอบความพร้อมของหน่วยที่ต้อง รับนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำฐานข้อมูลที่ใช้กำหนดเกณฑ์ชี้วัดยังไม่ผ่านระบบการตรวจสอบกลั่นกรองที่ดี ทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ ในกรณีที่บุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายเป็นผู้ ไม่มีพฤติการณ์จริง เพียงแต่ถูกกล่าวหา และไม่สามารถถอนรายชื่อได้ตั้งแต่แรก ทำให้หน่วยปฏิบัติต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ครบยอดเป้าหมายที่ตั้งไว้
ดังนั้น สรุปได้ว่า กระบวนการนำนโยบายปราบปรามยาเสพติดไปปฏิบัติของหน่วยงานปฏิบัติ ขาดความชัดเจน ไม่มีการกำหนดกลยุทธ์ และมาตรการแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนที่หน่วยปฏิบัติที่จะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ และการเร่งรัดการดำเนินงานทำ ให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ต้องเร่งจัดทำ ฐานข้อมูลที่ใช้กำ หนดเกณฑ์ชี้วัดไม่มีการตรวจสอบความพร้อมของหน่วยที่ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำฐานข้อมูลที่ใช้กำหนดเกณฑ์ชี้วัด เป็นผลให้มีบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายบางคนเป็นบุคคลที่ไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
๔.๒.๒ ในช่วงเวลาประกาศสงครามฯ มีข้อสั่งการที่เป็นการกำหนดเกณฑ์วัดผลการลดยอดผู้ค้ายาเสพติด ประกอบด้วย
ห้วงที่ ๑ ภายในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ จะต้องบรรลุผลไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๕ ของยอดที่ส่งไปให้ ศตส.มท. ณ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
ห้วงที่ ๒ ภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ ๒๕ ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ศตส.มท./ว๗๘ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
ห้วงที่๓ ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ ๕๐
ห้วงที่ ๔ ภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ ๑๐๐
โดยเป้าหมายผู้ผลิต ผู้ค้า ต้องหมดสิ้นไปและกำ หนดแนวทางการลดยอดเป้าหมายผู้ค้า ผู้ผลิต กระทำได้ ๓ กรณีเท่านั้น คือ ถูกจับกุม วิสามัญ หรือเสียชีวิต โดยรวมทั้งมีการกำหนดการให้คุณให้โทษกับผู้ปฏิบัติแต่ละระดับในเชิงการบีบบังคับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น “ถ้าล้มเขาไม่ลงทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดก็จะต้องไปด้วยกัน…”
ทั้งนี้เมื่อได้พิจารณาระยะเวลาที่กำหนดในข้อสั่งการและแนวทางการลดยอดเป้าหมายดังกล่าวแล้ว ประกอบกับมีการกำหนดนโยบายเชิงบีบบังคับว่าจะพิจารณาโยกย้ายเมื่อไม่สามารถลดเป้าหมายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดจะเห็นได้ว่าเป็นเสมือนตัวเร่งให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ต้องดำเนินการลดยอดผู้ค้ายาเสพติด ให้ได้ตามหลักเกณฑ์โดยเร็ว และเมื่อพิจารณาจากแนวทางการลดยอดที่กำหนดไว้แล้วอาจทำให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในส่วนของการลดยอดเป้าหมายว่าถ้าไม่มีการจับกุมก็ต้องมีการเสียชีวิตเท่านั้น จึงจะลดยอดเป้าหมายได้
๔.๒.๓ คตน. ได้ตรวจสอบและรวบรวมคำกล่าวและคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในหลายๆ ครั้งที่ได้กล่าวกับหน่วยงานต่างๆ หรือ กับประชาชนตัวอย่างเช่น
“...ผมขอประกาศตัวเป็นแม่ทัพใหญ่ในการทำ สงครามขั้นแตกหักกับยาเสพติด และให้ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดกวดขันและจริงจัง ...”
“... วันนี้ผมขอยืนยันกับผู้บริหารในเขต กทม. และภาคกลางว่าเราจะต้องขีดเส้นตายให้กับผู้ค้ายาเสพติดอยู่เพียง ๒ จุดเท่านั้นในประเทศไทย จุดหนึ่งคือ“คุก” และอีกจุดหนึ่งคือ “สุสาน” เขาไม่ควรจะอยู่ร่วมกับสังคมปกติ เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่คน...”
“... ในปีนี้ยาเสพติดต้องหมดจากประเทศไทย เพราะเรามีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ให้ผู้ที่ค้ายาเสพติดอยู่ในสังคม เขาจะต้องไปอยู่ในคุก ต้องจับกุมให้ได้ถ้าต่อสู้จะถูกวิสามัญฆาตกรรม ช่วยไม่ได้ เราต้องรีบดำเนินการให้ยาเสพติดหมดจากประเทศไทย ...”
จากคำกล่าวและคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในวาระต่างๆจะพบว่าในบางครั้งอาจเป็นการสื่อสารให้มีการใช้ความรุนแรงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นเสมือนการกำ หนดแนวทางให้กับผู้ปฏิบัติในการดำ เนินงานในลักษณะเหมือนกับการทำสงคราม โดยเฉพาะผู้ค้ายาเสพติดจะต้องถูกกำจัดให้พ้นจากสังคมไทย
จากการดำเนินการตามนโยบายประกาศสงครามฯ ในช่วง ๓ เดือน(๑ กุมภาพันธ์ – ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖) ปรากฏว่ามีประชาชนได้เสียชีวิตทั้งจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสาเหตุอื่นจำนวน ๒,๖๐๔ คดี ผู้เสียชีวิต ๒,๘๗๓ คนเป็นคดีฆาตกรรม รวม ๒,๕๕๙ คดี ผู้เสียชีวิต ๒,๘๑๙ คน และคดีวิสามัญฆาตกรรมรวม ๔๕ คดี ผู้เสียชีวิต ๕๔ คน และเมื่อเปรียบเทียบคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง ๒ ปีก่อนและ ๒ ปีหลังประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด พบว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน พ.ศ.๒๕๔๔, พ.ศ.๒๕๔๕ และ พ.ศ.๒๕๔๗, พ.ศ.๒๕๔๘ ปรากฏว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นเฉลี่ยเดือนละ ๔๕๔ คดี ในช่วงที่มีการประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖ มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นเฉลี่ยเดือนละ ๘๕๓ คดี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๗.๘๙ ต่อเดือน๑๙ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีการเสียชีวิตของประชาชนมากกว่าปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปีอื่นๆ
เมื่อได้ตรวจสอบรายละเอียดของการเสียชีวิตของประชาชน พบว่าการเสียชีวิตได้เกิดขึ้นกระจายในทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจากในการกำหนดนโยบายได้มีการกำหนดให้ทุกจังหวัดได้มีการจัดทำบัญชีข้อมูลผู้ค้ายาเสพติดและดำเนินการลดยอดเป้าหมายผู้ค้าจากบัญชีดำดังกล่าว ตามแนวทางที่กำหนดไว้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น