บทความที่น่าสนใจ
หน้า 1 จาก 5
เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ จากส่วนหนึ่งของรายงานประชาชน พ.ศ.2543-2549
รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคีเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลได้เร่งรัดผลักดันให้มีข้อตกลงแบบทวิภาคีจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับจีน อินเดีย บาห์เรนออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เป็นต้น โดยบางกรณีอยู่ในระหว่างช่วงการจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดทำเขตการค้าเสรี บางกรณีเริ่มจะมีผลเกิดขึ้นแล้วในบางกลุ่มสินค้าจากการศึกษาและติดตามนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายที่มีความเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับชั้นอย่างกว้างขวางคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาศึกษาข้อมูลจากเอกสารการจัดประชุมเพื่อสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ องค์กรจากภาคธุรกิจเอกชน นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน การสัมมนาระดมความคิดเห็น เดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่และในอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับประเทศใด แต่กรณีสหรัฐฯ เป็นเพียงตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นถึงการทำงานและความคิดเห็น
1. เปิดประเด็น
จาก ความล้มเหลวของการ เจรจาเปิดการค้าในกรอบ WTO ที่ไม่สามารถห า ข้อ ต ก ล ง ร่ว ม กัน ไ ด้ ซึ่ง เ ป็น ป ร ะ เ ด็น ที่ไ ด้เ ค ย มีก า ร พิจ า ร ณ า ใ น ที่ป ร ะ ชุมคณะกรรมาธิการว่าเวที WTO 2003 ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก อาจประสบปัญหาดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความล้มเหลวนั้นเป็นความเห็นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในขณะที่องค์กรภาคเอกชนถือว่าเป็นความสำเร็จ เพราะการที่ยังไม่ตกลงกันจนกว่าทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างจริงแท้ เป็นสิ่งที่ต้องการ มากกว่า เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาภายใต้การนำของบราซิลและอินเดียได้พยายามรวมกลุ่มกันต่อรองในประเด็นต่างๆ กับมหาอำนาจที่อาศัยเงินและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับประเทศเล็กๆ ในการลงมติในเวที WTO ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่หลายประเทศกำลังพัฒนานั้นชื่นชม โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเข้าข้างประเทศอินเดีย ในการคัดค้านประเทศที่พัฒนาแล้วที่บีบคั้นให้ในประเทศที่กำลังพัฒนาให้ยอมรับในเงื่อนไขของตัวเองในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นการบีบคั้นที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะภาคการเกษตรของประเทศกำลังพัฒนานั้นอ่อนแอมาก การเปิดตลาดให้ประเทศที่มีกำลังผลิตมากกว่าตนเองนั้นอันตรายอย่างยิ่งสิ่งสำ คัญคือ ประเทศไทยไปร่วมมือกับประเทศกำ ลังพัฒนาอีก 22 ประเทศในการคัดค้าน ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯและอียู ที่ไม่ยอมยกเลิกการอุดหนุนเกษตรกรของตัวเองมหาศาล อย่างผิดกฎหมายของ WTO อย่างสิ้นเชิงจากแคนคูนที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติในกรอบ WTO ได้ สหรัฐฯ จึงเร่งเปิดแนวรุกการทำเขตการค้าแบบทวิภาคีมากขึ้น แน่นอนว่าไทยก็ใช้แนวทางเดียวกันตัวอย่างเช่นการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เป็นแนวทางที่รัฐบาลทักษิณเลือก โดยไทยเร่งสุดกำลังเพื่อเปิดเจรจาเฉพาะผักและผลไม้เป็นการด่วนกับจีน หรือในแบบ Early Harvest ก่อนประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
2. ทบทวนและเคลื่อนไหว
จากแนวนโยบายของรัฐบาลทักษิณที่หันเหทิศทางจากการค้าเสรีในแบบพหุภาคีใน WTO มาเป็นแบบทวิภาคี โดยพยายามจะเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับแต่ละประเทศนั้น คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ร่วมกับคณะกรรมาธิการชุดต่างๆของวุฒิสภา ได้มีการร่วมประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวเพื่อวิเคราะห์ผลดีผลเสียต่อนโยบายดังกล่าวโดยได้เชิญบุคคลและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม รวมทั้งนักวิชาการ ในทีสุดได้มีมติร่วมกันและออกแถลงการณ์1 เพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงหลักการต่อเรื่องการจัดทำเขตการค้าเสรีของรัฐบาลทันทีเนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายที่มีความเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับชั้นอย่างกว้างขวาง คณะกรรมาธิการได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การจัดประชุมเพื่อสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ องค์กรจากภาคธุรกิจเอกชน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน คณะกรรมาธิการ ใคร่ขอเสนอความคิดเห็นต่อการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการจัดทำเขตการค้าเสรี ดังนี้
1. กระบวนการเจรจาค่อนข้างเป็นไปด้วยความเร่งรีบ จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ได้มีการจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดทำเขตการค้าเสรีไปกว่า 6 ประเทศ โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนถึงข้อมูลผลกระทบในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น แต่ขณะนี้ได้มีเป้าหมายที่จะทำการเจรจาเพิ่มเติมร่วมกับอีกหลายประเทศ
2. ขาดข้อมูลจากการศึกษาอย่างเป็นระบบ การศึกษาที่มีอยุ่เป็นการศึกษาเฉพาะในมิติทางด้านเศรษฐกิจการค้า ขาดการศึกษาผลกระทบทางด้านสังคมด้านวัฒนธรรมและด้านสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ในข้อมูลการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็ตาม ยังมีประเด็นคำถามอีกมากจากเอกชนที่ได้แสดงความห่วงใย ตั้งคำถามไว้หลายประการ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างชัด
3. ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวางการหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อการกำหนดท่าทีและจุดยืนของประเทศไทยในการเจรจานั้น ยังค่อนข้างจำ กัด อยู่ในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชน ขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป องค์กรเกษตรกร องค์กรผู้บริโภค ฯลฯ และมุ่งเน้นการกำหนดจุดยืนของประเทศโดยพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของภาคเอกชนเป็นหลัก ขาดการพิจารณาในมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในภาพรวมอย่างเป็นระบบ
4. เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของกรอบความตกลงที่ประเทศไทยทำกับประเทศต่างๆ แล้ว จะเห็นได้ว่ามีข้อผูกพันที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงหลายประการที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนไปทำความตกลง ในข้อสัญญาระหว่างประเทศ ตามเจตนาของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภา กำกับดูแลการใช้อำนาจบริหารในการทำข้อตกลง หรือทำสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงสัญญาที่จะต้องบังคับต่อกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ หรือประเทศไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสัญญาที่มีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ หรือเขตอำนาจของรัฐ ซึ่งหมายถึงสัญญาที่มีผลให้ต้องแก้ไขเขตแดนของประเทศ หรือต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายใน โดยลดอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายภายในเป็นต้น
กรณีดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัฐสภาของประเทศนั้นๆ จะเป็นผู้กำหนดกรอบในการเจรจาให้รัฐบาลจะต้องปฏิบัติและเจรจาเพื่อที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลง หรือทำสัญญาระหว่างประเทศ
5. ขาดการเตรียมการรองรับผลกระทบอย่างรอบด้านที่เพียงพอคำตอบที่หน่วยงานภาครัฐยึดถือเป็นคำตอบหลัก คือ ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเปลี่ยนอาชีพหรือเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีการศึกษาและจัดทำแผนงานรองรับผลกระทบอย่างรอบคอบ การขาดการวางแผนรองรับผลกระทบอย่างเพียงพอนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาสำคัญในอนาคตในเรื่อง “ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” ได้ อันเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรไทยต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหารเพราะไม่สามารถแข่งขันกับพืชอาหารราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ และปัญหาราคาสูงขึ้นของพืชอาหารนำเข้าภายหลังที่ตลาดภายในประเทศถูกแทนที่ด้วยผลผลิตนอกจากนั้นยังได้ข้อมูล ข้อคิดเห็นจากภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น Camila Montescios กลุ่ม Grain จากชิลี ที่เตือนประเทศไทยให้ระมัดระวัง เพราะชิลีเองได้รับบทเรียนมาแล้ว รวมทั้งกลุ่ม FTA Watch และอื่น ๆ ที่เป็นแนวร่วมในการทำงาน
Committee
Imagine the sky
หนังสือ