มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี จัดเวทีสาธารณะ "คนอุบลและสังคมไทยกับโครงการเขื่อนไฟฟ้าบ้านกุ่ม" เพื่อระดมความคิดเห็นกรณีการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ร่วมด้วย นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายวิฑูร เพิ่มพงศาเจริญ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชื่ยวชาญปลาน้ำจืด
โดยนายไกรศักดิ์ เห็นว่าแนวโน้มของรัฐบาลทุนนิยมตั้งแต่ปี 2546 คือให้เอกชนและกลุ่มทุนเข้ามาบริหารประเทศ นโยบายเรื่องพลังงานก็ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของชาวบ้าน "การสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศให้เอกชนรับสัมปทานทั้งหมดตั้งแต่เป็นผู้ศึกษา ถ้าจะทำต่อก็ให้เอกชนเป็นผู้ทำ ทำให้มีผู้เสียประโยชน์มากมายในประเทศ ประชาชนจะต้องไม่ยอม และต้องยืนหยัดปกป้องพื้นที่ของตนเอง"
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญปลาน้ำจืด จากดับเบิลยูเอฟประเทศไทย หรือกองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำอันดับ 2 ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ปลามากกว่า 1,000 ชนิด เฉพาะในประเทศไทยมีมากกว่า 300 ชนิด และในปลา 100 ตัวที่เป็นอาหารอยู่ในโลกจะมีปลาจากแม่น้ำโขงอยู่ในนั้น 2 ตัว "หากมีการสร้างเขื่อนเพียงหนึ่งเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนกลาง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านกุ่มไปจนถึงตอนเหนือโตนเลสาบประเทศกัมพูชา ก็เพียงพอสำหรับหายนะของแม่น้ำโขงแล้ว โดยปลาชนิดแรกที่จะสูญพันธุ์ในระยะ 20 ปี คือ ปลาบึก ส่วนโลมาหัวบาตร ประมาณ 30ตัวที่เหลืออยู่จะสูญพันธุ์แน่นอน หลังจากนั้นปลาในแหล่งน้ำไหล เช่น ปลาแค้ ปลาหนู จะค่อย ๆ สูญพันธุ์ไป เหลือแต่ปลาที่อยู่ได้ในน้ำนิ่ง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเขื่อนบ้านกุ่มจะมากกว่าเขื่นปากมูล 1,000 เท่า"
นายวิฑูร เพิ่มพงศาเจริญ นักวิชาการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ชี้ให้เห็นข้อมูลการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนบ้านกุ่มเป็นเรื่องโกหก เนื่องจากรายงานการศึกษาระบุเขื่อนบ้านกุ่มจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 8,000 ล้านหน่วย แต่เขื่อนทั้งหมดในประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจริงได้ 7,000 กว่าล้านหน่วยเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เขื่อนบ้านกุ่มมีกำลังผลิตติดตั้งเพียง 1,872 เมกะวัตต์ ในขณะที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศรวมกันมีกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ตัวเลขนี้จึงเป็นตัวเลขที่ตั้งใจคำนวณให้สูงไว้เพื่อให้เขื่อนบ้านกุ่มดูมีประสิทธิภาพเกินจริง เพื่อให้น้ำหนักในการก่อสร้าง
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|







