บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551
“เรื่องนี้ถือเป็นความฝันของผม และได้คุยกับ ส.ส. ในพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำโขงบางส่วนแล้ว ถ้าไม่ได้เป็นนายกฯ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น” คำกล่าวของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่าน
เป็นการยืนยันถึงความฝันที่ต้องการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง และก่อนหน้านี้นายสมัครได้ออกมากล่าวถึง “โครงการระบบการจัดการส่งน้ำแบบไฮโดรชิล” หรือการผันแม่น้ำโขงผ่านอุโมงค์ (Tunnel) หลังขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงข้ามคืน
โดยมี นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เจ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกโรงขานรับความต้องการ พร้อมแจกแจงว่ากรมทรัพยากรน้ำเคยดำเนินการเมื่อปี 2535 โครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โขง ชี มูล โดยทำการผันน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคอีสานทั้ง 19 จังหวัด
นอกจากนี้ ในช่วงที่ นายนพดล ปัทมะ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปเยือน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ในระยะเวลาอันสั้นช่วงบ่าย เพื่อภารกิจเป็นการเฉพาะ คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทย-ลาว
ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ภาคเอกชน โดย บริษัท อิตาเลียนไทยและเอเชียคอร์ป ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม” ที่บริเวณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับแขวงจำปาสักของลาวหลังจากที่ทางกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ว่าจ้างให้บริษัท ปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด ทำการศึกษารายงานความเหมาะสม และรายงานสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม ควบคู่ไปกับเขื่อนปากชม (เขื่อนผามอง) บริเวณชายแดนไทย-ลาว ที่ อ.ปากชม จ.เลย ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับแขวงเวียงจันทน์อย่างรวบรัด โดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณชนไทยและลาวที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำโขง
ดูเหมือนเรื่องนี้จะเริ่มวุ่นๆ ขึ้นมาอีกแล้ว เพราะว่าล่าสุด นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้ทำหนังสือด่วนมากชี้แจงว่า ทางจังหวัดยังไม่รับทราบเรื่อง จึงให้ทางบริษัทชะลอการดำเนินการใดๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการแล้วนายสุเทพ เหลี่ยมเจริญ ผอ.สำนักพัฒนาพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ชี้แจงความเป็นมาเรื่องเขื่อนบ้านกุ่มว่า กระทรวงพลังงานมีความจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง เพราะเป็นสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ เขื่อนบ้านกุ่มเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการ ซึ่งจะต้องทำอีไอเอ (การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) การที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ประชาชนจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยาก
ขณะที่ นายสุรพล สายพันธ์ รองผู้ว่าฯ อุบลราชธานี ได้กล่าวยืนยันว่า ทางจังหวัดไม่เคยทราบเรื่องนี้ และการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มก็ไม่มีอยู่ในยุทธศาสตร์จังหวัด ถ้าจะมีการสร้างจริงต้องชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสีย ถ้ามีข้อเสียมากก็ไม่ต้องสร้าง เพราะหากประชาชนเดือดร้อนทางจังหวัดก็ยอมไม่ได้นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. กล่าวว่า จากที่ตนได้ไปรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน พบว่าชาวบ้านไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนบ้านกุ่ม แต่ได้มีการให้ข้อมูลแก่ชุมชนว่า จะต้องสร้างเขื่อนดังกล่าวอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงทำให้เกิดความสับสน
“จากการสอบถามผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บอกว่าไม่รู้เรื่องเขื่อนบ้านกุ่มและไม่ได้อยู่ในแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยแต่อย่างใด และจะเสนอให้ทางจังหวัดมีการจัดตั้งคณะกรรมการมาศึกษา ติดตาม และทำความเข้าใจเรื่องเขื่อนบ้านกุ่ม โดยมีตัวแทนชาวบ้าน สถาบันวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ”
ทางด้าน ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจะก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่าด้วยการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีพันธะผูกพัน และจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน รวมทั้งขัดต่อกฎหมายการลงทุน กฎหมายการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น คนอุบลต้องไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ด้านนักวิชาการ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า เขื่อนบ้านกุ่มเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำโขงกำลังเผชิญความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากร จนลุกลามกลายเป็นมะเร็งที่กำลังกัดกิน การสร้างเขื่อนมักจะอ้างว่าจะช่วยแก้ไขน้ำท่วมและทำให้เกิดความแห้งแล้ง แต่เราต้องตั้งคำถามว่าเขื่อนเป็นยาวิเศษจริงหรือไม่ขณะเดียวกัน นายสังข์ทอง อินทอง ชาวบ้านบ้านผาชัน ได้แสดงความวิตกว่า หากมีการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มจริง จะเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำโขงอย่างมาก รวมทั้งหมู่บ้านของตนซึ่งมีรายได้จากการทำเกษตรริมโขงและประมงปีละ 2-3 ล้านบาท จึงอยากฝากหน่วยงานราชการว่า แค่มีข่าวจะสร้างเขื่อนบ้านกุ่มก็ทำให้ชาวบ้านแตกแยกและได้รับผลกระทบทางจิตใจแล้ว อยากให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงกับชาวบ้านในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไรกันแน่
ท่ามกลางปัญหาทางการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้ ปัญหา “เขื่อนบ้านกุ่ม” ก็กำลังก่อตัวขึ้นอีกด้านหนึ่งของสังคมไทย และค่อนข้างจะเปราะบางหากมีใครสะกิดให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง เหมือนกรณีเขื่อนปากมูลที่ยืดเยื้อมานานหลายปีหากรัฐบาลนายสมัครไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ ย่อมจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และเป็น “ตัวเร่ง” ให้รัฐบาลชุดนี้ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึง “การลาออก” อย่างที่คนบางกลุ่มอยากให้เป็น







