www.kraisak.net

 
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
The News

'ไกรศักดิ์' จี้ 'สมพงษ์' พิจารณาตัวเอง หลังเจรจาไทย-เขมร เหลว

อีเมล พิมพ์ PDF

ที่พรรคประชาธิปัตย์ 14 ต.ค.51 เวลา 17.49 น.
นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ขีดเส้นตายให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ประสาทพระวิหารภายใน 24 ชั่วโมงว่า ไม่แน่ใจว่าในการเจราระหว่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ต่างประเทศของไทย กับ นายฮอนัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาได้มีข้อตกลงอะไรเกิดขึ้น และไม่ทราบว่าความสามารถในการเจรจาของนายสมพงษ์เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับนายฮอนัมฮง ที่อยู่ตำแหน่งมากว่า 20 ปีและมีประสบการณ์มากมายไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม และสหประชาชาติ ขณะที่นายสมพงษ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศมาก่อน จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับการประกาศให้ไทยถอนทหาร ดังนั้นคงต้องเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่รวดเร็ว สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการเจรจาครั้งนี้ และ จากการที่ตนได้มีการพูดคุยกับ พลโท วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 พบว่าการเจรจาทางการทหารประสบผลสำเร็จมากกว่าการทูต เพราะมีการคุยกันและประกาศถอนกำลังกันฝ่ายละ 100 เมตรพร้อมกันทั้งสองฝ่าย แต่จู่ กัมพูชากลับประกาศให้ไทยถอนกำลังก่อน...


          “การกระทำของกัมพูชา เหมือนกับการประกาศสงคราม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในนับตั้งแต่ พ.ศ.2531 เป็นต้นมาแต่หลังจากที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนอมินีเข้ามาบริหารประเทศความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ถึงขนาดทหารไทยต้องเดินเหยียบกับระเบิดขาขาถึง 2 คน ทั้งๆ ที่กัมพูชาเป็นตัวตั้งตัวตีในการเข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาออโตวา ที่มีการห้ามวางกับดักระเบิดในเส้นทางที่มีการลาดตระเวร จึงสงสัยว่าเพราะเหตุเขมรจึงต้องมีการวางกับระเบิด อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าการทูตล้มเหลว แต่จะอาศัยทางทหารเพียงอย่างเดียว จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด” นายไกรศักดิ์ กล่าว


          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินนโยบายของสมเด็จฮุนเซ็น ไปไกลจนผิดสังเกต โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยต้องดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในรอบ 12 เดือน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอับอายมากในเรื่องนี้ นับตั้งแต่กลุ่มนิยมทักษิณ ได้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งในภูมิภาคเพื่อนบ้านไม่ถือว่าไทยเป็นผู้นำอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ชาวมุสลิม กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มองว่าเราโหดร้ายกับพม่า ที่มองแต่การหาผลประโยชน์จากทรัพยากรประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นเชื่อว่าเหตุการณ์ปะทุระหว่างไทยกับกัมพูชา ครั้งนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่ทั้ง 2 ต่างประเทศจะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ทับซ้อนแต่ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศความสัมพันธ์และการลงทุนกับประเทศเพื่อบ้านไม่ได้เป็นไปในลักษณะการลงทุนระหว่างประเทศ แต่เป็นความสัมพันธ์ผูกขาดในเชิงของการลงทุนระหว่างธุรกิจและอภิสิทธิ์ส่วนตัว จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อบ้าน

          นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นไปได้อย่างไรที่เกิดขึ้นหลังจากนายสมพงษ์ไปเจรจา แล้วกลับเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น หากนายสมพงษ์ทำไม่สำเร็จก็ควรจะพิจารณาตัวเองออกไป และการที่นายสมพงษ์โยนเรื่องนี้กลับไปให้นายกรัฐมนตรีจัดการ ไม่คิดว่านายกจะทำสำเร็จเพราะตลอดชีวิตนายสมชาย อยู่แต่แวดวงราชการในกระทรวงยุติธรรมทีเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญาเท่านั้น โลกทัศน์รอบนอกกับประเทศเพื่อนบ้านไม่มีและเห็นว่ารัฐบาลที่มาจากนอมินีระบอบทักษิณคุณภาพน้อยลงไปทุกวัน

          ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 14 ต.ค. 2551--จบ--

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2008 เวลา 12:i น. )